ปวดประจำเดือนแบบไหนต้องไปหาหมอ แล้วส่อเค้าโรคอะไรได้บ้าง

เกิดเป็นผู้หญิงทั้งทีนี่ชีวิตยากนะคะ โดยเฉพาะช่วงที่มีรอบเดือน ผู้หญิงทุกคนจะต้องทรมานกับอาการปวดประจำเดือนกันเป็นประจำ โดยบางรายอาจปวดประจำเดือนเบา ๆ วันสองวันก็หาย แต่บางรายอาจมีอาการปวดประจำเดือนค่อนข้างรุนแรง ชนิดที่ต้องหยุดเรียนหรือลางานกันเลยล่ะ เอ๊ะ! แล้วอาการปวดประจำเดือนแบบไหนต้องไปหาหมอ แล้วอย่างเราเรียกว่าปวดประจำเดือนแบบเบาๆ หรือผิดปกติกันล่ะ สงสัยต้องหาคำตอบกันแล้ว

 

อาการปวดประจำเดือนสามารถแบ่งออกได้เป็น 2 ชนิดได้แก่

 

1.ปวดประจำเดือนชนิดปฐมภูมิ (Primary Dysmenorrhea)

เป็นอาการปวดประจำเดือนแบบปกติ โดยจะปวดหน่วง ๆ บริเวณท้องน้อย บางรายอาจมีอาการปวดศีรษะ คลื่นไส้ อาเจียน ท้องเดิน และหงุดหงิดร่วมด้วย เนื่องจากการเปลี่ยนแปลงของฮอร์โมนระหว่างมีประจำเดือน และมีการหลั่งสารพรอสตาแกลนดิน (Prostaglandins) ออกมามากผิดปกติ กระตุ้นให้มดลูกมีการบิดเกร็งตัว และจะรู้สึกปวดในระยะก่อนมีประจำเดือน 2
-3 ชั่วโมง ตลอดจนช่วง 2
-3 วันแรกของการมีประจำเดือน อาการปวดหน่วง ๆ ก็จะยังคงรู้สึกอยู่ อาการปวดประจำเดือนชนิดนี้จะมีอาการมากสุดในช่วงอายุ 15
-25 ปี หลังจากวัยนี้อาการปวดประจำเดือนจะค่อย ๆ ลดลง บางรายอาจหายป่วยหลังมีบุตรแล้ว และส่วนมากอาการปวดประจำเดือนชนิดนี้ก็จะไม่พบความผิดปกติของมดลูกหรือรังไข่แต่อย่างใด

 

2.ปวดประจำเดือนชนิดทุติยภูมิ (Secondary Dysmenorrhea)

ปวดประจำเดือนชนิดทุติยภูมิจะมีอาการปวดท้องค่อนข้างหนัก บางรายอาจมีอาการท้องเสีย เหงื่อออก ตัวเย็น มือ เท้าเย็น หรือหน้ามืดเป็นลมได้ อาการปวดประจำเดือนชนิดนี้มักเกิดกับสาววัย 25 ปีขึ้นไป โดยจะรู้สึกปวดประจำเดือนแบบนี้ครั้งแรก ทั้ง ๆ ที่ไม่เคยปวดประจำเดือนขนาดนี้มาก่อน ซึ่งคนที่รู้สึกปวดประจำเดือนหนัก ๆ ในวัยนี้ มักตรวจพบความผิดปกติของมดลูกหรือรังไข่ด้วย เช่น เยื่อบุมดลูกเจริญผิดที่ เนื้องอกมดลูก หรือปีกมดลูกอักเสบเรื้อรัง เป็นต้น ทั้งนี้เชื่อว่าอารมณ์มีส่วนเสริมความรุนแรงของอาการปวดประจำเดือนทั้ง 2 ชนิด เช่น พบว่าผู้มีอารมณ์อ่อนไหวง่าย หรือมีความเครียดจะมีอาการปวดรุนแรงมากกว่าผู้ที่มีอารมณ์ดี

 

ปวดประจำเดือนแบบไหน เรียกว่าปกติ

– ปวดประจำเดือนไม่มาก แค่พอรำคาญ แต่ไม่ปวดประจำเดือนจนรู้สึกทรมานและทนไม่ไหว
– อาการปวดประจำเดือนที่เป็นไม่ถึงกับต้องรับประทานยาแก้ปวด
– อาการปวดประจำเดือนเกิดขึ้นแค่ 1-2 วันแรกของการมีประจำเดือน จากนั้นอาการปวดประจำเดือนจะหายได้เอง
– บางรายอาจปวดประจำเดือนมากทุกครั้งที่ประจำเดือนมา แต่ถ้ากินยาแก้ปวดอาการจะทุเลาลงจนใช้ชีวิตได้ปกติ

ปวดประจำเดือนแบบไหนต้องไปหาหมอ

– ปวดประจำเดือนมาก โดยช่วงที่ปวดประจำเดือนแรก ๆ อาจพอทนไหว แต่ต่อมาอาการปวดประจำเดือนจะทวีความรุนแรงมากขึ้นทุกเดือน และมักจะรู้สึกปวดรุนแรงในช่วง 1-2 วันแรกของการมีประจำเดือน
– รู้สึกปวดประจำเดือนอย่างรุนแรงจนต้องรับประทานยาแก้ปวดมากกว่าวันละ 1 ครั้ง อาการปวดประจำเดือนถึงจะทุเลาลง
– ปวดประจำเดือนรุนแรง โดยอาจมีอาการหน้ามืด เป็นลม ท้องเดิน และรู้สึกปวดท้องจนไม่สามารถลุกไปทำอะไรได้ ต้องกินยาแก้ปวดและนอนพักสักระยะจึงจะหาย
– ปวดประจำเดือนรุนแรงขึ้นจนยาแก้ปวดเอาไม่อยู่ และต้องไปพบแพทย์ทุกครั้งที่มีประจำเดือน
– มีอาการปวดตรงบริเวณท้องน้อยข้างขวา ติดต่อกันนานกว่า 6 ชั่วโมง มักมีอาการคลื่นไส้ อาเจียนร่วมด้วย รวมทั้งหากเกิดการกระเทือน หรือกดถูกบริเวณนั้นจะมีอาการเจ็บปวด
– ปวดและกดเจ็บตรงบริเวณท้องน้อย ร่วมกับมีอาการไข้สูง อาจมีอาการตกขาวร่วมด้วย
– ปวดบิดเกร็งตรงบริเวณท้องน้อยข้างใดข้างหนึ่ง และมักมีอาการปวดร้าวลงมาที่ช่องคลอดข้างเดียวกัน
– ปวดประจำเดือนมาก ร่วมกับมีเลือดออกกะปริบกะปรอย (ประจำเดือนมากกว่ากว่า 1 ครั้ง แต่ละครั้งเลือดจะออกน้อย) หรือประจำเดือนมามากกว่าปกติ

ทั้งนี้ หากรู้สึกปวดประจำเดือนแตกต่างจากที่เคยเป็น และมีอาการปวดประจำเดือนติดต่อกันนานกว่าปกติ กดบริเวณท้องน้อยแล้วรู้สึกเจ็บ มีไข้ หรือมีอาการตกขาวร่วมด้วย ควรปรึกษาแพทย์เพื่อตรวจวินิจฉัยโรคอื่น ๆ เนื่องจากอาการปวดประจำเดือนที่รุนแรงจนถึงขั้นไม่ปกติ อาจเป็นสัญญาณของโรคได้

 

ปวดประจำเดือนผิดปกติ ส่อโรคอะไรได้บ้าง

– เยื่อบุมดลูกเจริญผิดที่
– ช็อกโกแลตซีสต์
– เลือดออกในอุ้งเชิงกราน
– เนื้องอกมดลูก
– ปีกมดลูกอักเสบ
– นิ่วท่อไต
– ไส้ติ่งอักเสบ

 

อาการปวดประจำเดือนสามารถบอกสัญญาณของความผิดปกติภายในสุขภาพผู้หญิงได้ด้วย ดังนั้นหากคุณสาว ๆ มีอาการปวดประจำเดือนที่ต่างไปจากเดิม ก็อย่านิ่งนอนใจนะคะ หากมีอาการปวดประจำเดือนผิดปกติ ก็อย่าลืมไปตรวจให้ละเอียดกับคุณหมอด้วยนะจ๊ะสาว ๆ ;)

 

ขอขอบคุณข้อมูลจาก

คณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาลโรงพยาบาลนนทเวชโรงพยาบาลพญาไท

บทความใกล้เคียง

Back to top button